ผู้ใช้รถยนต์ ควรเปลี่ยนปั๊มน้ำตอนไหน ? 🤔

ปั๊มนํ้า (Water Pump) เป็นส่วนสำคัญของระบบระบายความร้อนในรถยนต์ มีหน้าที่หมุนเวียนน้ำจากเครื่องไปยังหม้อน้ำเพื่อระบายความร้อน และคุณรู้หรือไม่ว่า?… ปั๊มน้ำหนึ่งตัวจะต้องทำหน้าที่หมุนเวียนน้ำถึง 1.7 ล้านลิตรในการใช้รถ 1 แสนกิโลเมตร เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจึงควรหมั่นดูแลสุขภาพปั๊มนํ้าอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทางนะคะ!

⚠ แล้วอะไรบ้างเป็นอาการปั๊มน้ำเสียหาย ?

1. ปั๊มน้ำรั่ว ส่วนใหญ่จะรั่วใน 2 จุดหลัก ๆ คือบริเวณซีลแกนปั๊มนํ้า หรือที่ช่องระบายอากาศ (รูหายใจ) เมื่อปั๊มน้ำรั่วอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้คือน้ำในระบบหล่อเย็นจะค่อย ๆ หายไปเริ่มจากหายเล็กน้อย และจะเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ

2. ลูกปืนแตก และสึกหรอ ส่งผลให้ปั๊มน้ำมีเสียงดัง หมุนแบบแกว่งไม่ได้ศูนย์ โดยอาจส่งผลให้ชิ้นส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์เสียหายตามไปด้วยก็เป็นได้!

#DTSTrick

📍 ควรหมั่นตรวจสอบสายพานให้อยู่ในสภาพใช้งาน ไม่ฉีกขาด หรือแตกร้าว และควรเปลี่ยนใหม่ทุก 4-6 หมื่นกิโลเมตร

📍 ไม่ควรตั้งสายพานตึงจนเกินไปเพราะจะส่งผลให้ลูกปืนปั๊มนํ้ารับภาระหนักและเสียหายก่อนเวลาอันควร

📍 เมื่อปั๊มนํ้าเกิดเสียงดังแสดงว่าลูกปืนแตก หรือสึกหรอ ให้รีบเปลี่ยนปั๊มนํ้าทันที แม้ว่าน้ำจะยังไม่รั่วซึมก็ตาม

📍 เมื่อพบว่าระดับน้ำหม้อน้ำ-หม้อพัก หล่อเย็นใน ลดลงอย่างผิดปกติ ให้ติด และเร่งเครื่องยนต์ แล้วสังเกตบริเวณซีลแกนปั๊มนํ้า และช่องระบายอากาศ หากมีน้ำหยดหรือไหลออกมาแสดงว่าปั๊มนํ้าเสียแล้วให้รีบเปลี่ยนทันที

📍 เราควรทิ้งความเชื่อเดิม ๆ ว่าเราจะเปลี่ยนปั๊มน้ำก็ต่อเมื่อเกิดรั่วซึมหรือ ชำรุดเสียหายเท่านั้น!! จริง ๆ แล้ว ผู้ผลิตรถยนต์แนะนำให้เราตรวจเช็กสภาพของปั๊มน้ำทุกครั้งเมื่อเปลี่ยนสายพานไทม์มิ่งหรือ 1 แสนกิโลเมตร และควรเปลี่ยนปั๊มนํ้าทุก ๆ 2-2.5 แสนกิโลเมตร แม้จะยังใช้งานได้ปกติก็ตาม!

ขอบคุณข้อมูลจาก : Masterusedcar และบริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด

#ปั๊มน้ำรถยนต์ #ปั๊มนํ้ารถยนต์รั่ว #ปั๊มนํ้ารถยนต์เสีย #ปั๊มนํ้ารถยนต์เสีย #ปั๊มนํ้ารถยนต์อายุการใช้งาน

หากชอบบทความนี้ สามารถแชร์ด้านล่างได้นะคะ